ทำอย่างไรเมื่อมีการ “ตาย”: ลำดับขั้นตอนตั้งแต่แจ้งตายจนถึงลอยอังคาร
คู่มือลำดับพิธีงานศพไทยฉบับเต็ม — แจ้งตายภายใน 24 ชั่วโมง นำศพไปวัด อาบน้ำศพ รดน้ำศพ ลงหีบ สวดพระอภิธรรม ฌาปนกิจ เก็บอัฐิ และลอยอังคาร พร้อมสิ่งที่ญาติต้องเตรียมในแต่ละขั้น
24 ชั่วโมง
3 · 5 · 7 คืน
7 · 50 · 100 วัน
2 แบบ
ตอบสั้นก่อน
ถ้าเพิ่งมีคนเสียชีวิต ทำสี่ข้อนี้ก่อน
อ่านทั้งหน้าได้ทีหลัง แต่สี่ข้อนี้คือสิ่งที่ต้องรู้ในชั่วโมงแรก
ตั้งต้น
ความรู้เรื่องความตายที่สังคมไทยมักไม่พูดถึง
วิธีจัดงานศพทำอย่างไรเมื่อมีการ “ตาย”ด้วยสังคมมองว่าการตายเป็นเรื่องไกลตัว แม้แต่จะพูดคำว่า “ตาย” ยังเห็นว่าเป็นเรื่องต้องห้ามหรืออัปมงคล ความรู้เรื่องการจัดการเกี่ยวกับการตาย จึงเป็นเรื่องห่างไกลยิ่งกว่า แต่เรื่องเช่นนี้ “รู้ไว้ใช่ว่า” เพราะสักวันหนึ่งเมื่อถึงวันที่สูญเสียคนใกล้ชิด จะได้ไม่มึนงงตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก เมื่อมีการตายเกิดขึ้น ภาระหน้าที่ของญาติพี่น้องคือ ดำเนินการ เพื่อให้การตายของคนผู้นั้นมีผลทางกฎหมาย ก่อนเคลื่อนย้ายศพไปประกอบพิธีทางศาสนา โดยกฎหมายระบุว่า เมื่อมีการตาย ไม่ว่าจะตาย ในบ้านหรือ นอกบ้าน ไม่ว่าจะตายโดยสาเหตุธรรมชาติหรือผิดธรรมชาติ ญาติผู้ตายหรือผู้พบศพจะต้องแจ้งการตายนั้นกับนายทะเบียนท้องถิ่น ที่มีชื่อผู้ตายอยู่ในทะเบียนบ้านหรือในพื้นที่ที่พบศพ จากนั้นสำนักงานทะเบียนท้องถิ่นจะออกใบมรณบัตรเป็นหลักฐานการตาย เพื่อให้นำไปใช้ในการเคลื่อนย้ายศพ การทำพิธีศพ การขอรับสิทธิ ประโยชน์และยกเลิก เอกสารสัญญาต่างๆ ของผู้ตาย เช่น ประกันชีวิต การปิดบัญชีธนาคารเป็นต้น ทั้งนี้ การแจ้งตายต้องดำเนินการภายใน 24 ชั่วโมงนับตั้งแต่เวลาตายหรือเวลาที่พบศพ
CR: ขอบคุณข้อมูลจากกองการเจ้าหน้าที่ ฝ่ายส่งเสริมและพัฒนาบุคลากร องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี
หลังจากมีการเสียชีวิต รายละเอียดของลำดับขั้นตอนการปฏิบัติที่ญาติควรทราบเกี่ยวกับพิธีงานศพมีดังต่อไปนี้
ขั้นที่ 1
การแจ้งตายและขอใบมรณบัตร
- การแจ้งตาย: การแจ้งตายและขอใบมรณบัตรจากสำนักงานทะเบียนท้องถิ่นภายใน 24 ชั่วโมง ควรรีบทำเพราะต้องใช้ใบมรณบัตรประกอบการขอรับศพ และนำศพไปประกอบพิธีที่วัด การเสียชีวิต ณ โรงพยาบาล – โรงพยาบาลจะออกใบรับรองแพทย์ให้ เพื่อเป็นหลักฐานแสดงเหตุการณ์ตาย แล้วนำใบรับรองแพทย์พร้อมบัตรประจำตัวประชาชนของผู้เสียชีวิตไปยังสำนักงานทะเบียนท้องถิ่น หรือที่ทำการเขต(อำเภอ) ในเขตที่โรงพยาบาลนั้นตั้งอยู่ เพื่อขอรับใบมรณบัตร แต่โรงพยาบาลบางแห่งจะออกใบมรณบัตรให้เอง หรือช่วยดำเนินการให้เพื่ออำนวยความสะดวก โดยญาติของผู้เสียชีวิต จะต้องนำทะเบียนบ้านไปให้โรงพยาบาลด้วย
- การเสียชีวิต ณ บ้าน – เจ้าของบ้านหรือผู้แทนเจ้าของบ้าน จะต้องไปแจ้งการตายต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อออกใบรับรองการตาย และนำไปแจ้งต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานทะเบียนท้องถิ่น (แพทย์ประจำตำบล ผู้ใหญ่บ้าน หรือกำนัน) ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในเขตที่บ้านเรือนนั้นตั้งอยู่ ภายใน 24 ชั่วโมง นับตั้งแต่เวลาตาย หรือพบศพเพื่อขอใบมรณบัตร
- การเสียชีวิตเนื่องจากอุบัติเหตุ หรือ ถูกฆาตกรรม – เจ้าบ้านหรือผู้ที่ไปตายหรืผู้พบศพ จะต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาชันสูตรศพ เพื่อทำหลักฐานการเสียชีวิต ภายใน 24 ชั่วโมง นับแต่เวลาตายหรือพบศพโดยระหว่างเจ้าหน้าที่หรือแพทย์ได้ตรวจศพแล้ว ญาติผู้เสียชีวิตจะต้องไปขอหลักฐานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ที่รับผิดชอบ พร้อมทั้งขอใบชันสูตรศพจากแพทย์ เพื่อนำไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานทะเบียนท้องถิ่นในการขอใบมรณะบัตร โดยแจ้งด้วยว่าจะนำศพไปบำเพ็ญกุศล ณ วัดใด โดยระบุในช่องที่ว่า เผา ฝัง เก็บ หรืออุทิศ
- เตรียมหลักฐานแจ้งการตาย – การแจ้งการตายในทุกกรณี ผู้แจ้งจะต้องมีหลักฐาน ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชนผู้แจ้ง, สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านที่ผู้ตายมีชื่อ และรายการบุคคล (ถ้ามี), หนังสือรับรองการตาย (ทร.4/1) จากโรงพยาบาล แพทย์ประจำโรงพยาบาลผู้ดูแลก่อนตายจะเป็นผู้ออกหนังสือรับรองการตายให้
ขั้นที่ 2
การนำศพไปวัด และสิ่งที่ต้องแจ้ง–ต้องจัดหา
- การนำศพไปวัด: เมื่อติดต่อวันที่จะนำศพไปตั้งบำเพ็ญกุศลเรียบร้อยแล้ว การนำศพไปวัดอาจติดต่อขอให้ทางวัดจัดรถไปรับศพสถานที่จัดงานศพ ส่วนใหญ่เป็นวัดใกล้บ้านหรือบ้านของผู้ตาย หรือแจ้งความประสงค์กับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล ขอให้จัดรถส่งศพให้และนิมนต์พระสงฆ์ 1 รูป มาชักศพที่จะเคลื่อนไปสู่วัดที่นำศพไปตั้งบำเพ็ญกุศล * ก่อนที่จะนำศพไปวัดควรจัดเตรียมเสื้อผ้าจากทางบ้านหรือโรงพยาบาลให้เรียบร้อยก่อนพร้อมจัดเตรียมผ้าแพรสำหรับคลุมศพและรูปภาพที่จะตั้งหน้าศพ กำหนดวันเวลารดน้ำศพ จำนวนวันสวดอภิธรรมศพ และวันฌาปนกิจ
- แจ้งข่าวการตายให้กับญาติ ผู้ร่วมงาน เพื่อน หรือคนที่รู้จักมักคุ้นกันกับผู้ตาย
- จัดเตรียมงานเรื่องช่างภาพ/พิธีกร/คนบวชหน้าไฟ/คนเขียนและอ่านคำไว้อาลัย/ของชำร่วย/เครื่องไทยธรรมประกอบพิธีและเงินทำบุญ
ขั้นที่ 3
การอาบน้ำศพและแต่งตัวศพ
- การอาบน้ำศพ: เป็นการชำระร่างกายศพให้สะอาด และแต่งตัวให้ผู้เสียชีวิต ถือว่าเป็นเรื่องภายในครอบครัวเป็นหน้าที่ของบุตรธิดา โดยเฉพาะ ไม่นิยมเชิญคนภายนอก (ส่วนมากให้ทางเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลดำเนินการอาบน้ำศพ และเปลี่ยนเครื่องแต่งกายให้เรียบร้อย และเริ่มพิธีรดน้ำศพที่วัด) การอาบน้ำให้ศพกระทำด้วยน้ำอุ่นก่อนแล้วล้างด้วยน้ำเย็น ฟอกสบู่ ขัดถูร่างกายศพให้สะอาด
- เมื่ออาบน้ำศพเสร็จแล้ว ก็เอาขมิ้นทาตามร่างกาย ตลอดถึงฝ่ามือฝ่าเท้าและประพรมด้วยน้ำหอม
- ถ้าเป็นศพที่ตนเคารพนับถืออย่างยิ่ง เช่น บิดา มารดา ฯลฯ ก็นิยมเอาผ้าขาว หรือ ผ้าเช็ดหน้า ซับใบหน้าฝ่ามือทั้งสองข้างและฝ่าเท้าทั้งสองข้าง เพื่อถอดเอารอยฝ่ามือและฝ่าเท้า ไว้กราบไหว้บูชา หรือใช้เป็นประเจียด
- ต่อจากนั้นก็แต่งตัวศพ ตามฐานะของผู้ตาย เช่น เป็นข้าราชการก็แต่งเครื่องแบบเป็นต้น
- เมื่อแต่งตัวศพเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงนำศพขึ้นนอนบนเตียงสำหรับรอการรดน้ำต่อไป
ขั้นที่ 4
การรดน้ำศพ: การตั้งเตียง ลำดับผู้รด และการปิดพิธี
- การรดน้ำศพ: การตั้งเตียงรดน้ำศพ นิยมตั้งเตียงไว้ด้านซ้ายของโต๊ะหมู่บูชาพระรัตนตรัย โดยตั้งโต๊ะหมู่บูชาไว้ด้านบนศีรษะของศพ นิยมให้ศพนอนหงายหันด้านขวามือของศพ หรือด้านปลายเท้าของศพให้อยู่ทางผู้ที่มาแสดงความเคารพ และใช้ผ้าห่มใหม่ๆ หรือผ้าแพรคลุมตลอดร่างศพนั้นโดยเปิดหน้าและมือขวาไว้เท่านั้น เจ้าภาพควรเตรียมน้ำอบ น้ำหอม พร้อมขันใส่น้ำผสมน้ำอบน้ำหอม และขันเล็กสำหรับตักน้ำยื่นให้แขก และขันขนาดใหญ่มีพานรองรับน้ำที่รดมือศพด้วย หรือจะขอร้องให้ทางเจ้าหน้าที่ฌาปณสถานจัดเตรียมให้ก็ได้แล้วแต่จะตกลงกัน
- ก่อนจะเริ่มพิธีรดน้ำศพนั้น นิยมให้เจ้าภาพ หรือเชิญผู้มีอาวุโสเป็นประธานในพิธีจุดเครื่องบูชาพระรัตนตรัยก่อนแล้วจุดเครื่องทองน้อย (หรือธูปเทียน) ทางด้านศีรษะศพ แล้วจึงเริ่มพิธีรดน้ำศพต่อไปโดยเวลาที่นิยมในการรดน้ำศพโดยทั่วไปคือเวลา 16.00 – 17.00 น.
- นิยมให้ลูกหลาน ผู้ใกล้ชิด ทำการรดน้ำศพเสียก่อน ถึงเวลาเชิญแขกเพื่อมิให้คับคั่งเสียเวลารอคอยของแขกผู้มาแสดงความเคารพ (แล้วแต่สะดวก)
- เจ้าภาพควรจัดคนให้ทำหน้าที่คอยรับรองและเรียนเชิญแขกเข้ารดน้ำศพโดยนิยมให้ลูกหลาน หรือญาติฝ่ายเจ้าภาพทำหน้าที่
- เมื่อแขกรดน้ำศพหมดแล้ว จึงเชิญท่านผู้มีอาวุโสสูงสุดที่อยู่ในที่นั้น เป็นผู้แทนรดน้ำศพด้วยน้ำหลวงอาบศพ หรือเป็นผู้รดน้ำศพเป็นคนสุดท้าย
- เมื่อท่านผู้มีอาวุโสสูงสุดที่อยู่ที่นั้น ได้รดน้ำหลวงอาบศพหรือได้รดน้ำศพแล้วถือกันว่าเป็นอันเสร็จพิธีรดน้ำศพ ไม่นิยมให้ผู้ใดผู้หนึ่งรดน้ำศพอีกต่อไป
หมายเหตุ
– หน้าที่ประธานในพิธีรดน้ำหลวงอาบศพ ก่อนจะรับน้ำหลวงจากเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังต้องถวายคำนับไปทางทิศที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประทับอยู่ 1 ครั้ง ก่อนรับน้ำหลวงอาบศพจากเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง เมื่อรับแล้ว ให้รดน้ำหลวงอาบศพ โดยเทตรงบริเวณทรวงอกศพ แล้วจึงรดน้ำขมิ้นกับน้ำอบไทย จากนั้นถวายความเคารพในทิศทางเดิม เป็นอันเสร็จพิธี
– วิธีปฏิบัติในการรดน้ำศพ ถ้าเป็นคฤหัสถ์ ซึ่งมีอาวุโสสูงกว่าตน ก่อนจะทำพิธีรดน้ำศพ นิยมนั่งคุกเข่า น้อมด้วยยกมือไหว้พร้อมกับนึกขอขมาโทษต่อศพนั้นว่า “กายะกัมมัง วะจีกัมมัง มะโนกัมมัง อะโหสิกัมมัง โหตุ” (ข้าพเจ้าได้ล่วงเกินต่อท่าน ทางกายก็ดี ทางวาจาก็ดี ทางใจก็ดี ขอท่านโปรดอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด) เมื่อยกมือไหว้ขอขมาโทษต่อศพจบแล้ว ก็ถือภาชนะสำหรับรดน้ำด้วยมือทั้งสอง เทน้ำลงที่ฝ่ามือขวาของศพ พร้อมกับนึกในใจว่า “อิหัง มะตะกะสะรีรัง อิสิญจิโตทะกัง วิยะ อโหสิกัมมัง” (ร่างกายที่ตายไปแล้วนี้ ย่อมเป็นอโหสิกรรม ไม่มีโทษเหมือนน้ำที่รดแล้วฉันนั้น) และเมื่อรดน้ำศพเสร็จแล้ว นิยมน้อมตัวลงยกมือไหว้พร้อมกับอธิษฐานว่า “ขอจงไปสู่สุขติๆเถิด”
ขั้นที่ 5
การจัดศพลงหีบ ตั้งศพ และการบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม
- การจัดศพลงหีบ และการจัดตั้งศพ: เมื่อเสร็จพิธีรดน้ำศพแล้ว สำหรับการจัดศพลงหีบนั้น นิยมมอบให้เจ้าหน้าที่ของวัด เป็นผู้ทำพิธีกรรมต่างๆ ตามประเพณีนิยมของท้องถิ่นนั้นๆ เพื่อให้เกิดความเรียบร้อย แล้วจะได้ตั้งบำเพ็ญกุศลศพต่อไป สำหรับศพที่ได้รับพระราชทานโกศหรือหีบหลวง ทางเจ้าหน้าที่จากสำนักพระราชวังเป็นผู้ดำเนินการ ทั้งนี้ในแต่ละวัดจะมีธรรมเนียมปฏิบัติเมื่อตั้งศพ แตกต่างกัน เช่น อาจจะให้ตั้งตะเกียงมีโคมและหรี่ไฟไว้ที่ปลายเท้าศพ 1 ที่ (ปัจจุบันไม่นิยมจุดในศาลา เพื่อป้องกันไฟไหม้ จะจุดเพียงธูปเท่านั้น) และบางครั้งจะมีการบังสุกุลปากหีบ เป็นต้น
- การจัดงานบำเพ็ญกุศลสวดอภิธรรม: การสวดพระอภิธรรมประจำคืน หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “สวดหน้าศพ” นิยมเริ่มจัดทำตั้งแต่วันตั้งศพเป็นต้นไปทุกคืน โดยจะนิยมสวด 1 คืน 3 คืน 5 คืน 7 คืน (ในบางรายหลังจากทำบุญ 7 วันแล้วอาจจะสวดพระอภิธรรม สัปดาห์ละ 1 วัน จนครบ 100 วัน หรือจนถึงวันฌาปณกิจศพ) ตามประเพณีนิยมแต่โบราณ จะนิมนต์พระสวดอภิธรรม 4 รูป และสวด 4 จบ พระสงฆ์จะลงสวดเวลาตามแต่ละวัด (ปกติจะนิยมเริ่มตั้งแต่เวลา 17:30 หรือ 18.00 น.) โดยเจ้าภาพจะต้องจัดให้มีเครื่องไทยธรรมพร้อมผ้าสบงเพื่อถวายพระสวดอภิธรรมและบังสุกุลให้ผู้เสียชีวิต และเตรียมปัจจัยถวายพระ 4 รูป ตามแต่จะศรัทธา นอกจากนี้ตามประเพณีนิยมมักมีอาหารว่างเลี้ยงแขกที่มาฟังสวดทุกคืน อีกทั้งหากผู้ตายเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หรือเป็นที่เคารพนับถือของคนทั้งหลาย นิยมเปิดโอกาสให้มีการจองเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลอุทิศให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อท่านผู้มีพระคุณ หรือมีอุปการคุณแก่ตนตามประเพณีนิยมของสังคม
- การจัดงานทำบุญครบ 7 วัน, ครบ 50 วัน, ครบ 100 วัน แต่ปัจจุบันจะนิยมจัดงานบำเพ็ญกุศล 7 วัน: ส่วนมากจะนิมนต์พระสงฆ์ โดยสวดพระพุทธมนต์และฉันเพล เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ตาย (โดยญาติจัดอาหาร จัดเครื่องสังฆทานไทยธรรมมาเอง หรือให้ฌาปณสถานหรือทางวัดดำเนินการแทนก็ได้)
ขั้นที่ 6
การบรรจุเก็บศพ การฌาปนกิจ และการเก็บอัฐิ
- การบรรจุเก็บศพ (ถ้ามี): การบรรจุเก็บศพ จะกระทำในวันสุดท้ายของการสวดพระอภิธรรม โดยสวดจบสุดท้ายเสร็จแล้วจะนำศพไปเก็บที่สุสาน หรือศาลา หลังจากสวดพระอภิธรรมตามกำหนดแล้ว หากญาติประสงค์จะเก็บศพไว้ก่อน เพื่อรอญาติหรือรอโอกาสอันเหมาะสม ที่จะทำการฌาปณกิจหรือบรรจุศพฝังไว้ในสุสานต่อไป โดยญาติจะกำหนดเองว่าจะเก็บศพวันใด กี่วัน โดยทำการตกลงกับทางวัดหรือฌาปณสถาน โดยญาติจะต้องเตรียมผ้าไตร ดอกไม้ ธูป เทียน ลูกดินห่อด้วยกระดาษสีขาว-ดำ ใส่ถาดไว้เพื่อแจกแขกผู้มาร่วมงานคนละก้อน จะมีดอกไม้ด้วยก็ได้
- การฌาปนกิจศพ: การฌาปณกิจศพ ได้แก่ การปลงศพ หรือ เผาศพ เจ้าภาพจะต้องกำหนดวันที่จะทำการฌาปณกิจศพที่แน่นอน แล้วทำความตกลงกันกับเจ้าหน้าที่ของวัดหรือฌาปณสถานก่อน ทั้งนี้เพื่อเป็นการเลือกจองวันที่ต้องการ (กรณีบรรจุเก็บศพไว้ก่อนที่จะทำการฌาปณกิจ จะต้องนำศพมาตั้งสวดพระอภิธรรมอีกวาระหนึ่ง โดยสวดก่อน 1 คืน แล้ววันรุ่งขึ้นจะทำพิธีฌาปณกิจ หรืออาจจะไม่ตั้งสวดพระอภิธรรมอีก เพียงแต่ยกศพขึ้นตั้ง ในตอนเช้าเลี้ยงพระเพลและนิมนต์พระสงฆ์ขึ้นเทศน์พระธรรมเทศนาในช่วงบ่าย แล้วทำการฌาปณกิจศพในตอนเย็น การกระทำเช่นนี้มักเรียกกันว่า “ตั้งเช้า เผาเย็น” ถ้าหากศพนั้นเป็นบุพการี สามี ภรรยา ก็ควรตั้งสวดพระอภิธรรมอีกคืนหนึ่งก่อน เพื่อเป็นเกียรติและระลึกถึงผู้ตาย อีกทั้งยังเป็นการบำเพ็ญกุศลเพิ่มเติมให้อีก
การบำเพ็ญกุศลหน้าศพ ในวันที่มีพิธีพระราชทานเพลิงศพ หรือฌาปณกิจศพนั้น จะนิยมบำเพ็ญกุศลอุทิศให้ผู้ตายก่อน เช่น จัดพิธีบวชลูกหลานเป็นพระภิกษุ หรือสามเณรที่เรียกว่า “บวชหน้าไฟ” , นิมนต์พระสงฆ์ 10 รูป สวดพระพุทธมนต์ และถวายภัตตาหารเพล (อาจจะเลี้ยงพระเพิ่มจำนวนเท่าใดก็ได้), จัดให้มีพระธรรมเทศนา 1 กัณฑ์, นิมนต์พระสงฆ์สวดมาติกา บังสุกุล (จำนวนพระสงฆ์ 10 รูป หรือนิยมเท่าอายุผู้ตายหรือตามศรัทธา)
ในวันฌาปนกิจเจ้าภาพจะต้องเตรียมอุปกรณ์หลักต่างๆ ได้แก่ เครื่องไทยธรรม ผ้าสบงถวายพระสวดมนต์ฉันเพล, เครื่องไทยธรรมผ้าไตร และเครื่องติดกัณฑ์เทศน์ถวายพระเทศน์, ผ้าไตรประธานเพื่อทอดบังสุกุล และมหาบังสุกุลก่อนทำการฌาปณกิจ, ผ้าสบงถวายพระสวดมาติกาบังสุกุลตามจำนวนพระสวด (ส่วนใหญ่จะนิมนต์พระ 10 รูป แต่บางแห่งจะนิมนต์พระทั้งวัดหรือตามจำนวนอายุของผู้ตาย), เตรียมดอกไม้จันทน์ให้กับแขกผู้มาร่วมงาน และดอกไม้จันทน์สำหรับประธานในพิธี เป็นต้น
เคลื่อนศพไปเมรุ หลังจากบำเพ็ญกุศลอุทิศให้ผู้ตาย ก่อนจะเคลื่อนศพไปตั้งที่เมรุนั้น นิยมให้ลูกหลานคนใกล้ชิดผู้ตายได้ทำพิธีขอขมาศพ เพื่อเป็นการอภัยโทษที่เคยล่วงเกินต่อกัน โดยตั้งจิต หรือกล่าวคำขอขมาต่อศพนั้นว่า “กายะกัมมัง วะจีกัมมัง มะโนกัมมัง อะโหสิกัมมัง โหตุ” (ข้าพเจ้าได้ล่วงเกินต่อท่าน [อาจจะออกนามผู้ตามก็ได้] ทางกายก็ดี ทางวาจาก็ดี ทางใจก็ดี ขอท่านได้โปรดอโหสิกรรมด้วยเถิด)
พิธีแห่ศพเวียนเมรุ การเคลื่อนศพต้องนิมนต์พระสงฆ์ 1 รูป เป็นผู้นำศพ เวียนเมรุ 3 รอบ, การเวียนต้องเวียนจากขวาไปซ้ายของเมรุ คือ เดินเวียนซ้ายเมรุ (เมรุอยู่ทางซ้ายมือของผู้เดิน) เริ่มจากบันไดหน้าเมรุ, เจ้าภาพและญาติของผู้ตายต้องเดินเข้าขบวนตามศพเวียนเมรุด้วย, ถ้าศพนั้นมีรูปถ่ายของผู้ตาย ซึ่งนำไปตั้งไว้ในที่บำเพ็ญกุศล ก็ต้องมีผู้ถือรูปถ่ายนำหน้าศพไปในขบวน โดยมีพระสงฆ์เป็นผู้นำ และมีคนถือเครื่องทองน้อยหรือกระถางธูปนำหน้าศพ (ลำดับการแห่ศพ ถือหลัก “พระ-กระถางธูป-รูปภาพ-(ตะเกียง)-(ผ้าไตร)-ศพ-ญาติมิตร”), เมื่อได้นำศพเวียนเมรุครบ 3 รอบแล้ว เจ้าหน้าที่นำศพขึ้นตั้งบนเมรุ
การทอดผ้าบังสุกุล การทอดผ้าบังสุกุลนั้น เจ้าภาพจะต้องพิจารณาว่า แขกผู้มีเกียรติชั้นผู้ใหญ่ที่เชิญไว้มีจำนวนเท่าใดก็จัดผ้าไตรเท่ากับจำนวนแขกชั้นผู้ใหญ่ ส่วนจำนวนมากน้อยเท่าใดนั้นควรให้เป็นไปตามความเหมาะสม, การเชิญแขกขึ้นทอดผ้าบังสุกุลเจ้าภาพจะต้องไปเชิญด้วยตนเอง โดยมีผู้ถือพานผ้าไตรตามเจ้าภาพไปด้วย, แต่ถ้าแขกที่เป็นประธานเป็นผู้ใหญ่ชั้นสูงหรือเป็นผู้บังคับบัญชาชั้นสูงของเจ้าภาพ ก็ควรถือพานผ้าไตรไปเชิญด้วยตนเอง, เมื่อแขกผู้รับเชิญลุกจากที่นั่ง เจ้าภาพหรือผู้ถือพานผ้าไตรก็เดินตามแขกผู้นั้นไป, เมื่อขึ้นบันไดเมรุแล้วก็ส่งมอบผ้าไตรให้ ผู้ทอดผ้าก็จะรับผ้าไตรนำไปวางลงตรงที่สำหรับทอดผ้า แต่ถ้าไม่มีการจัดที่สำหรับทอดผ้าไว้ ก็วางผ้าไตรนั้นลงบนหีบศพทางด้านหัวนอนศพ แล้วผู้ทอดผ้าก็คอยอยู่จนกว่าพระสงฆ์จะมาชักผ้าบังสุกุล, โดยลำดับการเชิญแขกขึ้นทอดผ้าบังสุกุลนั้น จะเชิญแขกผู้มีอาวุโสน้อยไปหามากตามลำดับ และเชิญประธานในพิธีขึ้นทอดผ้าบังสุกุลเป็นอันดับสุดท้าย, เมื่อประธานในพิธีทอดผ้าบังสุกุลแล้ว ก็เชิญท่านประกอบพิธีประชุมเพลิงต่อไป
วิธีปฎิบัติการเผาศพ นิยมยืนตรง ห่างจากศพ ประมาณ 1 ก้าว, ถ้าแต่งเครื่องแบบข้าราชการ นิยมยืนตรงโค้งคำนับ, ถ้ามิได้แต่งเครื่องแบบข้าราชการ นิยมน้อมไหว้พร้อมทั้งธูปเทียน ดอกไม้จันทน์ที่อยู่ในมือ (เฉพาะศพนั้นมีอาวุโสสูงกว่าตน หรือมีอาวุโสรุ่นราวคราวเดียวกัน), ขณะที่ยืนตรงโค้งคำนับ หรือ น้อมไหว้นั้น ควรตั้งจิตขอขมาต่อศพนั้นว่า “กายะกัมมัง วะจีกัมมัง มะโนกัมมัง อะโหสิกัมมัง โหตุ” (ข้าพเจ้าได้ล่วงเกินต่อท่าน ทางกายก็ดีทางวาจาก็ดี ทางใจก็ดี ขอท่านได้โปรด อโหสิกรรมให้แก่ ข้าพเจ้าด้วยเถิด), เมื่อขอขมาต่อศพเสร็จแล้ว น้อมตัวลงวางธูป เทียน ดอกไม้จันทน์ ที่เชิงตะกอน ในขณะนั้นควรพิจารณาตัวเอง ถึงความตาย ว่า “ร่างกายของมนุษย์เรานี้ ย่อมมีความตายเป็นธรรมดาอย่างนี้ เป็นปกติอย่างนี้ ไม่ล่วงพ้นความตายอย่างนี้ไปได้เลย ” ดังคำพระที่ว่า “อะยัมปิ โข เม กาโย เอวัง ธัมโม เอวัง ภาวี เอวัง อะนะตีโต” , เมื่อพิจารณาตัวเองระลึกนึกถึงความตายจบแล้ว ยืนตรง โค้งคำนับ หรือ ยกมือไหว้ศพอีกครั้ง พร้อมกับนึกอธิฐานในใจว่า “ขอจงไปสู่สุคติๆเถิด”
เผาจริง-เผาหลอก ธรรมเนียมปฏิบัติที่นิยมกันในปัจจุบันสำหรับการฌาปนกิจศพ จะมีพิธีการ “เผาหลอก” ก่อน แล้วจึง “เผาจริง” คือจะให้แขกที่มาร่วมงานทั้งหลาย ไปวางธูปเทียน ดอกไม้จันทน์ที่หน้าหรือใต้หีบศพ เพื่อแสดงความเคารพศพ ซึ่งเสมือนเป็นการทำพิธีเผาศพโดยสมมติ ยังไม่ใช่พิธีการเผาศพจริง แต่การ “เผาจริง” เพียงอย่างเดียวและจะทำกันในเวลาช่วงบ่ายถึงเย็นแต่เนื่องจากเกรงว่า การเผาศพจะก่อให้เกิดกลิ่น ซึ่งอาจสร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้มาร่วมงาน - การเก็บอัฐิ: ในการกำหนดเวลาเก็บอัฐินั้นสุดแล้วแต่เจ้าภาพจะต้องการ โดยนิยมปฏิบัติกัน 2 แบบคือ ทำพิธีเก็บอัฐิในวันเผา : ใช้ปฏิบัติในงานพระราชทานเพลิงศพ หรืองานฌาปนกิจศพที่จัด ให้มีการบำเพ็ญกุศลอัฐิติดต่อกัน เพื่อรวบรัดงานให้เสร็จภายในวันนั้น
- ทำพิธีเก็บอัฐิในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น : ใช้ปฏิบัติในงานเผาศพที่เจ้าภาพ ประสงค์จะทำบุญอัฐิในวันรุ่งขึ้น (ทำบุญสามหาบ) หรือยังไม่จัดทำบุญอัฐิเพราะยังไม่พร้อม เจ้าภาพต้องแจ้งความประสงค์ให้เจ้าหน้าที่ของวัดทราบ และจัดเตรียมโกศสำหรับบรรจุอัฐิ น้ำอบหรือน้ำหอม ดอกไม้ และอาหารคาวหวานสำหรับถวายพระสงฆ์ โดยนิมนต์พระสงฆ์มาพิจารณา “บังสุกุลอัฐิ” หรือที่เรียกว่า “แปรรูป” หรือ “แปรธาตุ” ในการเก็บอัฐินั้น เจ้าหน้าที่สัปเหร่อนิยมทำพิธีแปรธาตุ คือ นำเอาอัฐิของผู้ตายที่เผาแล้วมาวางเป็นรูปร่างคน โดยวางโครงร่างให้หันหัวไปทางทิศตะวันตก แล้วนิมนต์พระสงฆ์ ให้พิจารณา “บังสุกุล ตาย” ก่อน แล้วแปรธาตุโครงร่างกระดูกให้หันหัวไปทางทิศตะวันออก แล้วนิมนต์พระสงฆ์ให้พิจารณา “บังสุกุลเป็น” อีกครั้งหนึ่ง ต่อจากนั้นจึงให้เจ้าภาพเก็บอัฐิใส่โกศ โดยเลือกเก็บอัฐิจากร่างกาย รวม 6 แห่ง คือ กระโหลกศีรษะ 1 ชิ้น แขนทั้ง 2 ขาทั้ง 2 และ ซี่โครงหน้าอก 1 ชิ้น ส่วนอัฐิที่เหลือ รวมทั้ง “อังคาร” (ขี้เถ้า) ทั้งหมดนิยมกวาดรวมเก็บใส่ลุ้งหรือหีบไม้ แล้วเอาผ้าขาวห่อเก็บไว้ เพื่อนำไปบรรจุในที่อันเหมาะสมหรือนิยมนำไปลอยในทะเล (ปัจจุบันนิยมนำไปลอยอังคารทั้งหมด) เมื่อเก็บอัฐิเสร็จแล้ว นำอาหารคาวหวานไปถวายพระสงฆ์ที่นิมนต์มาพิจารณาบังสุกุล (หรือปัจจุบันจะนิยมทำแบบย่อ คือ หลังจากพระสงฆ์ชักผ้าบังสุกุลแล้ว ก็ประเคนไทยธรรมบนเมรุเลย) อุปกรณ์เครื่องใช้ที่ควรเตรียมพร้อมก่อน ได้แก่ โกศ สำหรับใส่อัฐิ (กรณีต้องการเก็บ) และ ลุ้ง (สำหรับใส่อัฐิและอังคารเพื่อนำไปลอยอังคาร) นอกจากนี้ให้เตรียม ผ้าขาว, ผ้าบังสุกุล, น้ำอบไทย 1 ขวด, ดอกไม้ เช่น ดอกมะลิ กลีบกุหลาบ ดาวเรือง, และ เหรียญเงิน (สำหรับโรยบนอัฐิ) และเตรียมอาหารคาวหวาน จัดใส่ปิ่นโต (สำหรับถวายพระสงฆ์) ตามแต่พิธีปฏิบัติของแต่ละวัด
ขั้นที่ 7
การลอยอังคาร
- การลอยอังคาร: คำว่า “ลอย” คือการปล่อยให้ลอยตามน้ำ (หรืออากาศ) คำว่า “อังคาร” คือ เถ้าถ่านของศพที่เผาแล้ว ดังนั้น คำว่า “ลอยอังคาร” จึงหมายถึง การนำอัฐิไปลอยในน้ำ โดยนิยมไปลอยกันในแม่น้ำหรือทะเล เหตุผลที่คนนิยมลอยอังคารและอัฐิหลังจากฌาปนกิจศพแล้วนั้น เพราะมีความเชื่อกันว่าร่างกายของมนุษย์นั้นเกิดขึ้นจากธาตุ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ มาประชุมรวมกัน ครั้นเมื่อร่างกายแตกดับแล้วก็ควรให้มันกลับไปอยู่ในสภาพเดิมตามธรรมชาติ โดย “น้ำ” เป็นหนึ่งในธาตุหลักที่มีลักษณะเย็น สงบ ชุ่มชื่น อีกทั้ง “น้ำ” ยังเป็นสิ่งที่คอยหล่อเลี้ยงชีวิตให้กับทุกสรรพสิ่ง ทำให้เกิดความเชื่อถือตามคตินิยมที่ว่า การนำอัฐิและอังคารไปลอยที่ในแม่น้ำหรือทะเล จะทำให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วมีความสุข มีความสงบ ร่มเย็น ชุ่มชื่น เหมือนดัง “น้ำ”
จากงานจริง
เหตุผลที่หลายครอบครัวขอให้เราช่วยจัดงานศพ
- มีสมาชิกในครอบครัวไม่มาก ไม่มีญาติพี่น้องช่วยดำเนินการ
- ต้องการคนคอยช่วยงาน ต้องการเพื่อน และคนให้กำลังใจ
- ต้องการควบคุมค่าใช้จ่าย ให้อยู่ในงบประมาณที่กำหนดไว้
- ไม่ทราบรายละเอียดขั้นตอนในการจัดงานศพ ตั้งแต่ต้นจนจบพิธี
- เป็นสถานการณ์ที่รีบด่วน กระทันหัน จึงไม่รู้ว่าควรจะเริ่มต้นอย่างไร
- เมื่อสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ทำให้สภาพจิตใจ ไม่พร้อมที่จะทำสิ่งต่างๆ
- ต้องการออกแบบรูปแบบงานให้เป็นไปตามความต้องการ
- ต้องการให้ช่วยเรื่องกฎหมาย เช่น พินัยกรรม และภาษีมรดก
- ต้องการความสะดวก เนื่องจากเราช่วยจัดเตรียมทุกสิ่งให้ ตั้งแต่การเคลื่อนย้าย ดอกไม้ประดับหีบ ของชำร่วยงานฌาปนกิจ จนกระทั่งพิธีเก็บอัฐิและลอยอังคาร
คำถามที่พบบ่อย
คำถามที่พบบ่อยเมื่อมีคนเสียชีวิต
ต้องแจ้งตายภายในกี่ชั่วโมง
เสียชีวิตที่บ้าน ต้องแจ้งใครก่อน
แจ้งการตายต้องใช้หลักฐานอะไรบ้าง
การอาบน้ำศพ เชิญคนภายนอกได้ไหม
ใครควรเป็นคนรดน้ำศพคนสุดท้าย
เก็บอัฐิทำได้กี่แบบ
ให้เราดูแลแทน
ไม่ต้องจำลำดับพิธีเองในวันที่ไม่พร้อมคิด
เราเริ่มงานตั้งแต่การขอศาลาวัด ประสานรถเคลื่อนย้ายร่าง นิมนต์พระสงฆ์ เตรียมหีบและดอกไม้ ดูแลทุกคืนของการสวดพระอภิธรรม จนถึงเก็บอัฐิและลอยอังคาร ในวงเงินที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่ต้น
กรณีเร่งด่วนมีผู้เสียชีวิตแล้ว รับสายตลอด 24 ชั่วโมง · ให้บริการเต็มรูปแบบเฉพาะวัดในกรุงเทพฯ และปริมณฑล
อ่านต่อ